XX

ชีวิตการเจริญเติบโตของผีเสื้อเป็นการเจริญเติบโตแบบครบ ๔ ขั้น เหมือนที่พบในพวกด้วง  ผึ้ง  และแมลงวัน โดยแยกออกเป็นระยะไข่  ระยะตัวหนอนระยะดักแด้  และระยะตัวเต็มวัย   ข้อดีของการเจริญเติบโตแบบนี้คือ  การที่ตัวหนอนและตัวเต็มวัยกินอาหารกันคนละอย่าง  ไม่มีปัญหาการแก่งแย่งอาหาร  ทั้งยังอาศัยอยู่กันคนละที่ มีโอกาสรอดจากศัตรูธรรมชาติได้มากกว่าเมื่ออยู่รวมกัน   สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ในบางระยะ เช่น ระยะไข่และระยะดักแด้มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย   และการขาดแคลนอาหาร  ทำให้ผีเสื้อคงเผ่าพันธุ์อยู่ได้ตลอดมา

ระยะไข่ 

          หลังจากผีเสื้อตัวเมียได้รับการผสมพันธุ์จากตัวผู้แล้วสักระยะหนึ่ง   ไข่ที่มีอยู่จะได้รับการผสมพร้อมที่จะวางไข่ออกมา ตัวเมียจะเสาะหาพืชอาหารที่เหมาะสมกับตัวหนอน  โดยการเกาะลงบริเวณใบพืช  ทดสอบโดยการแตะด้วยปลายท้องถ้าไม่ใช่พืชที่ต้องการ   ก็จะบินไปเรื่อยๆ จนพบ  เมื่อพบแล้วจะค่อยๆ ยืดส่วนท้องลงวางไข่ไว้ใต้ใบ  แต่บางชนิดวางไข่ทางด้านหลังใบ  ส่วนมากจะวางไข่ฟองเดียว  พวกผีเสื้อตัวหนอนกินใบหญ้าจะปล่อยไข่ลงสู่ป่าหญ้าเลย   ผีเสื้อกลางคืนที่วางไข่เป็นกลุ่ม  บางครั้งมีขนจากลำตัวปกคลุมเอาไว้

          ไข่ของผีเสื้อมีรูปร่างและสีแตกต่างกันตามวงศ์  จึงอาจบอกวงศ์ของมันได้โดยการดูจากไข่   ผีเสื้อหนอนกะหล่ำมีไข่รูปร่างเหมือนขวดทรงสูงสีเหลืองหรือสีส้ม  ผีเสื้อขาหน้าพู่วางไข่รูปร่างเกือบกลม  สีเขียว   มีสันพาดตามยาว    พวกที่ไข่รูปร่างกลมแบน  สีขาว  มีจุดดำตรงกลาง  ได้แก่ พวกผีเสื้อสีน้ำเงิน    จุดดำดังกล่าวเป็นช่องที่เชื้อตัวผู้เข้าผสม   เรียกว่า  ไมโครไพล์ (micropyle)  พวกผีเสื้อบินเร็วมีไข่หลายแบบ  อาจจะมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า   หรือกลม  โค้ง  แบน  คล้ายผีเสื้อหางติ่ง  แต่ไข่ของผีเสื้อพวกหลังนี้สีเหลือง  กลมและมีขนาดใหญ่กว่าผีเสื้ออื่นๆ
ระยะตัวหนอน 

          ตัวหนอนของผีเสื้อมีลักษณะแตกต่างกันออกไปตามวงศ์และสกุล    ส่วนมากไม่มีขนปกคลุมเหมือนหนอนของผีเสื้อกลางคืน  ตัวหนอนมีสีสด หรือสีสันกลมกลืนไปกับพืชอาหารอาหารมื้อแรกของตัวหนอนหลังจากฟักออกจากไข่  คือ  เปลือกไข่ที่เหลืออยู่  อาจเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอย  หรือในเปลือกไข่มีสารบางอย่างที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต   เมื่อออกมาใหม่ๆ มักอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม และลอกกินผิวใบพืชจนเกิดเป็นช่องใส  ต่อมาจะค่อยๆ กระจายกันออกไป  การกัดกินมักกินจากขอบใบเข้ามาหากลางใบ
รูปร่างของหนอนแตกต่างกันไปมาก   คือ  หนอนผีเสื้อดอกรัก  ตัวมีลายพาดขวางตัวสีเหลืองสลับดำ  และมีขนยาวอีก๒-๔  คู่  ส่วนหนอนผีเสื้อสีตาลมีลำตัวยาวเรียวไปทางปลายหัวและปลายหาง   มีลายขีดสีน้ำตาลตามยาว   คล้ายใบหญ้าหรือใบหมากที่เป็นพืชอาหาร  หนอนที่มีหนามยื่นออกรอบตัวเป็นหนอนพวกผีเสื้อขาหน้าพู่   พวกผีเสื้อสีน้ำเงินกินพืชตระกูลถั่วและไม้ผลต่างๆ     ตัวหนอนลักษณะกลมๆ พองออกตอนกลางตัว  หัวซ่อนอยู่ข้างใต้ตัว
หนอนบางพวกมีการป้องกันอันตรายจากพวกนก    และศัตรูอื่นๆ เช่น หนอนของผีเสื้อหางติ่ง  มักมีจุดคล้ายดวงตากลมอยู่บริเวณตอนใกล้หัว   มันจะพองส่วนนี้ออกเวลามีอันตราย  ทำให้จุดดวงตานี้ขยายโตออก   และยังมีอวัยวะสีแดงรูปสองแฉกอยู่ด้านหลังของส่วนหัว เรียกว่า  ออสมีทีเรียม (osmeterium)อวัยวะขยายออกได้โดยใช้แรงดันของเลือด   สามารถส่งกลิ่นเหม็นออกมาใช้ไล่ศัตรูได้ บางพวกก็ชักใยเอาใบไม้ห่อหุ้มตัวไว้หรือเอาวัตถุอื่นๆ ทั้งใบไม้แห้งและมูลของมันมากองรวมกันบังตัวเอาไว้
หนอนของผีเสื้อบางชนิดไม่กินพืช   แต่กินอาหารที่แปลกออกไป   คือ ผีเสื้อดักแด้หัวลิง   (Spalgis   epeus) กินพวกเพลี้ยเกล็ด  (scale insects) ผีเสื้อหนอนกินเพลี้ย  (Miletus  chinensis)   กินพวกเพลี้ยอ่อน  (aphids)ส่วนผีเสื้อมอท  (Liphyra   brassolis)ตัวหนอนอาศัยอยู่ในรังของมดแดง (Oecophylla  smaragdina)และกินตัวอ่อนของมดแดงเป็นอาหาร
การลอกคราบ 

          หนอนจะเติบโตขึ้นได้ต้องมีการลอกคราบหลายครั้ง  ส่วนมากผีเสื้อจะลอกคราบประมาณ  ๔-๕ ครั้ง  เหตุที่ต้องลอกคราบ  เนื่องจากตัวหนอนมีผนังลำตัวหุ้มห่ออยู่ภายนอก     เมื่อเติบโต ขึ้นเรื่อยๆ จะเติบโตคับผนังลำตัวที่ห่ออยู่   กรรมวิธีในการลอกคราบจะเริ่มเมื่อหนอนชักใยยึดลำตัวไว้กับพื้นที่เกาะ  ก่อนการลอกคราบราว  ๒๔  ชั่วโมง    ต่อมาผนังลำตัวจะปริแตกออกทางด้านหลังของหัว  หนอนจะค่อยๆ คืบไปข้างหน้าอย่างช้าๆจนหลุดออกจากคราบ  ผนังลำตัวใหม่มีสีสดใสกว่าเก่า  ตัวหนอนจะดูมีหัวโตกว่าส่วนลำตัว    ระยะแรก   มันจะอยู่นิ่งราว ๒-๓ชั่วโมง  จนกระทั่งผนังลำตัวและส่วนปากแข็งพอที่จะกัดใบพืชอาหารได้   ระยะนี้เป็นระยะที่อันตรายต่อตัวหนอนมาก  เนื่องจากมันอยู่ในสภาพที่อ่อนแอป้องกันตัวเองไม่ได้
ระยะดักแด้ 

          เมื่อหนอนลอกคราบจนครบ และเติบโตเต็มที่แล้ว จะหยุดกินอาหาร  หาที่หลบซ่อนตัวพักอยู่อย่างนั้นสัก  ๑๒   ชั่วโมงหรืออาจนานกว่า ระหว่างนี้จะสร้างแผ่นไหมเล็กๆที่ปลายลำตัวเพื่อใช้ขอเล็กๆ เกี่ยวเอาไว้ให้มั่นคง ก่อนลอกคราบครั้งสุดท้ายเป็นดักแด้

หนอนที่จะลอกคราบ  จะสูบเอาอากาศเข้าสู่ภายในตัวเกิดรอยปริแตกขึ้นทางด้านหลังของส่วนอก   แล้วรอยปริจะแตกเรื่อยไปสู่ปลายลำตัว เมื่อคราบลอกออกไปแล้ว   ผิวหนังที่อยู่ภายในอีกชั้นหนึ่งจะห่อหุ้มให้มีรูปร่างเป็นตัวดักแด้  แต่ยังนุ่มและมีสีจาง  ต้องใช้เวลาอีกหลายชั่วโมง   จึงจะแข็งตัวและสีจะเข้มขึ้น

ลักษณะของดักแด้ผีเสื้อพอจะแยกออกได้เป็น   ๓   แบบคือ  พวกห้อยหัวลง พวกนี้ใช้ขอเล็กๆ ที่ปลายลำตัวเกี่ยวไว้กับแผ่นไหมเล็กๆ แล้วห้อยหัวลง  พบในดักแด้ของผีเสื้อหนอนรักและผีเสื้อขาหน้าพู่  พวกที่สอง นอกจากมีขอเกี่ยวที่ปลายลำตัวแล้ว   ยังมีสายใยเล็กรัดรอบตัวช่วยพยุงดักแด้เอาไว้กับที่เกาะได้แก่   ดักแด้ของผีเสื้อหางติ่ง   และผีเสื้อหนอนกะหล่ำ   พวกสุดท้ายเป็นดักแด้ที่ไม่มีอะไรยึดกับวัตถุที่เกาะ  แต่จะวางราบบนพื้นดิน  หรืออยู่ในม้วนใบไม้ที่ยึดติดกันเป็นหลอด   หรืออยู่ในรังไหม   เช่น   ดักแด้ของผีเสื้อสีตาลบางชนิด ดักแด้ของผีเสื้อบินเร็ว  และดักแด้ของผีเสื้อกลางคืนส่วนมาก

เนื่องจากดักแด้เป็นระยะที่อยู่นิ่ง     เกิดอันตรายจากศัตรูได้ง่าย   ดักแด้จึงมีสี  และรูปร่างกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม บางชนิดมีรูปร่างคล้ายกิ่งไม้หัก  บางชนิดมีลักษณะใบไม้แห้ง  การที่หนอนซึ่งดูน่าเกลียดมีหนามและขนปกคลุมตัว    กลายสภาพมาเป็นดักแด้ที่อยู่นิ่งเฉย ไม่กินอะไรเลย จึงเป็นเรื่องประหลาดทางธรรมชาติมาก

ระยะตัวเต็มวัย 

          พอดักแด้มีอายุประมาณ ๗-๑๐ วัน    เมื่อใกล้จะออกมาเป็นผีเสื้อ  เราจะเห็นสีของปีกผ่านทางผนังลำตัวได้  ผีเสื้อที่โตเต็มที่แล้ว  จะใช้ขาดันเอาเปลือกดักแด้ให้แตกออก  แล้วดันให้ปริออกทางด้านหลังของส่วนอก   ค่อยๆขยับตัวออกมาจนพ้นคราบดักแด้ ส่วนมากมักออกมาโดยการห้อยหัวลง เพื่อใช้แรงดึงดูดของโลกช่วย  ตอนออกมาใหม่ๆ  ผีเสื้อมีส่วนท้องใหญ่และปีกยู่ยี่เล็กนิดเดียว  มันจะคลานไปหาที่เกาะยึด แล้วห้อยปีกทั้งสองลงข้างล่าง  ระหว่างนี้มันจะปล่อยของเหลวสีชมพูอ่อนทางปลายส่วนท้อง   สารนี้เป็นของเสียที่เกิดขึ้นในขณะที่เป็นดักแด้เรียกว่า  มิวโคเนียม (muconium) ผีเสื้อจะดูดเอาอากาศจำนวนมากเข้าไปทางงวงและรูหายใจ   แรงดันของอากาศและการหดตัวของกล้ามเนื้อ   จะอัดดันให้เลือดไหลไปตามเส้นปีกปีกจึงขยายออกจนโตเต็มที่  การขยายปีกออกนี้กินเวลาประมาณ๒๐ นาที   มันต้องผึ่งปีกให้แห้งแข็งดีเสียก่อนราวชั่วโมงครึ่งจึงจะออกบินไปหากินต่อไป

Comments